พระอัจฉริยภาพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้านงานศิลปะ
-จิตรกรรม
ด้านจิตรกรรม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปะด้านจิตรกรรมตั้งแต่ทรงพระเยาว์เมื่อครั้งที่ประทับอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๐-๒๔๘๔ ทรงฝึกเขียนภาพจากตำราที่ทรงซื้อและมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย และเมื่อสนพระราชหฤทัยผลงานของศิลปินผู้ใดก็จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมศิลปินผู้นั้นถึงที่พัก ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการทำงาน จนทรงเข้าพระราชหฤทัยในการสร้างสรรค์งานเขียนของศิลปินเหล่านั้นเป็นอย่างดี
ภายหลังที่เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาศิลปิน จิตรกร และประติมากร เข้าเฝ้าเป็นครั้งคราว พระราชทานเลี้ยงอาหารบ้าง ให้มาร่วมเขียนภาพบ้าง
ในระยะแรกๆ พระองค์ทรงเขียนภาพเหมือนจากพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ ผู้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท และมีภาพผลงานหลายชิ้นที่ทรงเขียนภาพหุ่นนิ่งและภาพทิวทัศน์บ้าง แต่โดยสรุปแล้ว เนื้อหาจากภาพคนจะเป็นแนวเรื่องหลักของการทรงงานจิตรกรรม
ผลงานศิลปกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ มาจนถึงปัจจุบัน
ภายหลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ ที่พระราชทานภาพเข้าร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๔ แล้ว พระองค์ทรงมีผลงานจิตรกรรมใหม่ๆ ต่อเนื่องมาโดยตลอด และมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเกี่ยวกับการเขียนภาพของพระองค์เองว่า ทรงวาดเอง มิได้ทรงปล่อยให้แบบหรือแนวทางของผู้ใดเข้ามามีอิทธิพลกับงานเขียนภาพ และในการวาดภาพนั้นก็ทรงวาดอย่างนักวาดภาพสมัครเล่น คือทรงวาดตามพระราชหฤทัยจะนึกวาด มิได้ทรงคำนึงถึงทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์อันใด ผลงานของพระองค์ท่านออกมาจินตนาการของพระองค์เอง ฉะนั้นเมื่อได้เห็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ก็จะเห็นชัดแจ้งถึงลักษณะที่เป็นอิสระเฉพาะตัว
ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๔ ทรงเริ่มเขียนภาพที่มีลักษณะเป็นภาพนามธรรมมากขึ้น เช่น ภาพมือแดง และในระยะต่อๆ มา ทรงเขียนภาพผสมผสานระหว่างข้อมูลที่ทรงเห็นจากธรรมชาติกับพระราชดำริส่วนพระองค์ มีลักษณะของรูปทรงของสิ่งที่ทรงเห็น แต่มีการตัดทอนเพิ่มเติมแนวความคิดส่วนพระองค์ จนเกิดเป็นรูปทรงใหม่ขึ้น เรื่องราวเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับคนและใบหน้า และเริ่มมีบางภาพที่มีรูปร่างของคนเต็มตัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานจิตรกรรมตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จนถึงราวๆ พุทธศักราช ๒๕๑๐ ก็มิได้ทรงเขียนภาพอีก เพราะทรงมีพระราชภารกิจด้านอื่นที่ต้องทรงเอาพระราชหฤทัยใส่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ถึงกระนั้นก็ปรากฏว่ามีภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ที่เผยแพร่แล้วจำนวน ๔๗ ภาพ และที่ยังไม่เคยเผยแพร่อีกจำนวนประมาณ ๖๐ ภาพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปะด้านจิตรกรรมตั้งแต่ทรงพระเยาว์เมื่อครั้งที่ประทับอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๐-๒๔๘๔ ทรงฝึกเขียนภาพจากตำราที่ทรงซื้อและมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย และเมื่อสนพระราชหฤทัยผลงานของศิลปินผู้ใดก็จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมศิลปินผู้นั้นถึงที่พัก ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการทำงาน จนทรงเข้าพระราชหฤทัยในการสร้างสรรค์งานเขียนของศิลปินเหล่านั้นเป็นอย่างดี
ภายหลังที่เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาศิลปิน จิตรกร และประติมากร เข้าเฝ้าเป็นครั้งคราว พระราชทานเลี้ยงอาหารบ้าง ให้มาร่วมเขียนภาพบ้าง
ในระยะแรกๆ พระองค์ทรงเขียนภาพเหมือนจากพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ ผู้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท และมีภาพผลงานหลายชิ้นที่ทรงเขียนภาพหุ่นนิ่งและภาพทิวทัศน์บ้าง แต่โดยสรุปแล้ว เนื้อหาจากภาพคนจะเป็นแนวเรื่องหลักของการทรงงานจิตรกรรม
ผลงานศิลปกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ มาจนถึงปัจจุบัน
ภายหลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ ที่พระราชทานภาพเข้าร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๔ แล้ว พระองค์ทรงมีผลงานจิตรกรรมใหม่ๆ ต่อเนื่องมาโดยตลอด และมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเกี่ยวกับการเขียนภาพของพระองค์เองว่า ทรงวาดเอง มิได้ทรงปล่อยให้แบบหรือแนวทางของผู้ใดเข้ามามีอิทธิพลกับงานเขียนภาพ และในการวาดภาพนั้นก็ทรงวาดอย่างนักวาดภาพสมัครเล่น คือทรงวาดตามพระราชหฤทัยจะนึกวาด มิได้ทรงคำนึงถึงทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์อันใด ผลงานของพระองค์ท่านออกมาจินตนาการของพระองค์เอง ฉะนั้นเมื่อได้เห็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ก็จะเห็นชัดแจ้งถึงลักษณะที่เป็นอิสระเฉพาะตัว
ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๔ ทรงเริ่มเขียนภาพที่มีลักษณะเป็นภาพนามธรรมมากขึ้น เช่น ภาพมือแดง และในระยะต่อๆ มา ทรงเขียนภาพผสมผสานระหว่างข้อมูลที่ทรงเห็นจากธรรมชาติกับพระราชดำริส่วนพระองค์ มีลักษณะของรูปทรงของสิ่งที่ทรงเห็น แต่มีการตัดทอนเพิ่มเติมแนวความคิดส่วนพระองค์ จนเกิดเป็นรูปทรงใหม่ขึ้น เรื่องราวเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับคนและใบหน้า และเริ่มมีบางภาพที่มีรูปร่างของคนเต็มตัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานจิตรกรรมตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จนถึงราวๆ พุทธศักราช ๒๕๑๐ ก็มิได้ทรงเขียนภาพอีก เพราะทรงมีพระราชภารกิจด้านอื่นที่ต้องทรงเอาพระราชหฤทัยใส่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ถึงกระนั้นก็ปรากฏว่ามีภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ที่เผยแพร่แล้วจำนวน ๔๗ ภาพ และที่ยังไม่เคยเผยแพร่อีกจำนวนประมาณ ๖๐ ภาพ

ผลงานประติมากรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สำคัญคือ ประติมากรรมลอยตัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครึ่งพระองค์ สูง 12 นิ้ว และประติมากรรมหญิงเปลือยนั่งคุกเข่าสูง 9 นิ้ว ที่ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระพุทธรูปและพระพิมพ์ในโอกาสต่างๆ เช่น พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล และทรงแกะแบบแม่พิมพ์ พระพิมพ์ที่เรียกกันว่าสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน ทรงบรรจุผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ด้วยพระองค์เอง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และเมื่อพ.ศ.2503 โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง พระพุทธนวราชบพิตร พระราชทานแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เชิญไปประดิษฐานเพื่อความเป็นสิริมงคล
- การถ่ายภาพ
ทรงเชี่ยวชาญการถ่ายภาพทั้งกล้องธรรมดา และกล้องถ่ายภาพยนตร์ ในระยะแรกทรงถ่ายภาพด้วยกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว จึงต้องทรงคำนวณความเร็วของแสงด้วยพระองค์เอง จนสามารถวัดแสงได้อย่างแม่นยำ ทรงประดิษฐ์แผ่นกรองแสงขึ้นเองที่เรียกว่า Bicolocer Filter ตั้งแต่ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งยังทรงเชี่ยวชาญในการล้างฟิล์มอัดขยายภาพขาวดำและภาพสี เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ จะทรงถ่ายภาพด้วยพระองค์เองตามพระราชประสงค์ที่จะทรงใช้โดยเฉพาะในการพัฒนาประเทศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดทรงกีฬาต่างๆ เช่น เรือใบ แบดมินตัน สกีน้ำ ยิงปืน กอล์ฟเล็ก การแข่งขันรถเล็ก เทนนิสและการออกกำลังพระวรกายด้วยการว่ายน้ำ ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเรือใบอย่างเห็นได้ชัด ในพ.ศ. 2510 ทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบระหว่างประเทศ ด้วยเรือใบประเภทโอเคที่ทรงต่อเอง ในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้ง 4 และยังเคยต่อเรือใบประเภทโอเค พระราชทานชื่อเรือว่า "VEGA" (เวคา) (ชื่อดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่สุกสว่างมาก) ทรงใช้เรือลำนี้เสด็จฯ ข้ามอ่าวไทยจากพระราชวังไกลกังวลหัวหิน ไปขึ้นฝั่งที่หาดเตยงามในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินด้วยลำพังพระองค์เอง
-ด้านการช่าง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดมีฝีพระหัตถ์เป็นเยี่ยมในด้านการช่าง ทั้งช่างไม้ ช่างโลหะ และช่างกล เป็นพื้นฐานของงานด้านวิศวกรรมที่ทรงร่ำเรียนในชั้นอุดมศึกษา ทรงประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เองตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งเครื่องร่อนที่บินร่อนได้จริง เรือรบหลวงจำลองของไทยชื่อ "ศรีอยุธยา" และแผ่นกรองแสงที่ใช้กับกล้องถ่ายภาพ
นอกจากพระองค์มีความสนพระทัยในกีฬาเรือใบแล้ว ยังทรงต่อเรือใบ และออกแบบเรือใบด้วยพระองค์เองทุกขั้นตอน โดยแบ่งเป็นเรือใบตามมาตรฐานสากล ประเภท เอ็นเตอร์ไพรส์ (EnterpriseClass) ชื่อ "ราชปะแตน" เรือใบประเภทโอเค ชื่อ "นวฤกษ์" "เวคา 1" "เวคา 2" และ "เวคา 3" ประเภทมด (Moth Class) 3 ลำ ชื่อ "มด" "ซูเปอร์มด" "ไมโครมด" และเรือใบโม้ค (Moke) อีกด้วย
-ด้านดนตรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดนตรีตั้งแต่ทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ทรงได้รับการฝึกฝนตามแบบฉบับการศึกษาวิชาดนตรีอย่างแท้จริงคือการเขียนโน้ตและบรรเลงแบบคลาสสิก
มีพระอาจารย์ถวายคำแนะนำอย่างเข้มงวดนานกว่า ๒ ปี
หลังจากทรงฝึกหัดดนตรีขั้นพื้นฐานได้นานพอสมควรแล้ว
จึงเริ่มสนพระราชหฤทัยทรงดนตรีแนวแจ๊ซ
ทรงศึกษาประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงและทรงเปรียบเทียบฝีมือการเล่นดนตรีต่างๆ
จากแผ่นเสียงที่บรรเลงโดยนักดนตรีเหล่านั้น
แล้วจึงทรงบรรเลงสอดแทรกพร้อมกับแผ่นเสียงของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงตามสไตล์ที่ทรงโปรด
พระราชอัจฉริยภาพทางดนตรีนั้นถึงขั้นที่ทรงคลาริเน็ตและแซกโซโฟนบรรเลงได้อย่างคล่องแคล่ว
และสามารถบรรเลงโต้ตอบได้อย่างครื้นเครงกับนักดนตรีต่างๆ
ที่มีชื่อเสียงของโลก นอกจากนี้ยังมีพระปรีชาสามารถในการทรงทรัมเป็ต กีตาร์
และเปียโน
เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนมหานครนิวยอร์ก
ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓
นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกล้วนถวายการยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในฐานะที่ทรงเป็นนักดนตรีแจ๊ซที่มีอัจฉริยภาพสูงส่ง
ในครานั้นได้ทรงเข้าร่วมบรรเลงดนตรีโดยมิได้เตรียมพระองค์มาก่อน
ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงขึ้นอย่างฉับพลัน
และยังทรงบรรเลงโต้ตอบกับนักดนตรีแจ๊ซชาวอเมริกันอันลือนามอีกด้วย
บรรยากาศอันเป็นกันเองที่มิได้เตรียมการล่วงหน้าเช่นนี้เป็นที่นิยมยกย่องของชาวอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง
สถานีวิทยุเสียงแห่งอเมริกาได้เชิญบทที่พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษเป็นภาษาอังกฤษ
พร้อมทั้งดนตรีที่ทรงร่วมบรรเลงออกกระจายเสียงทางสถานีวิทยุไปทั่วโลกด้วย
นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการกระชับมิตรภาพครั้งสำคัญครั้งแรกระหว่างไทยกับสหรัฐฯในยุคนั้น
ปัจจุบันมีเพลงพระราชนิพนธ์ รวมทั้งสิ้น ๔๓ เพลง
บทเพลงพระราชนิพนธ์หลายต่อหลายเพลงได้กลายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย
เช่นเพลง “พรปีใหม่” ที่ได้กลายเป็นเพลงประเพณี
ในวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้
ในสถาบันการศึกษาระดับสูงของประเทศ เพลงพระราชนิพนธ์ “มหาจุฬาลงกรณ์”
“ธรรมศาสตร์” และ “เกษตรศาสตร์”
ได้กลายเป็นเพลงอันศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัยอันเก่าแก่ทั้งสามแห่ง
ขณะที่ในวงราชการทหาร “มาร์ชราชวัลลภ” และ “มาร์ชธงชัยเฉลิมพล”
ได้กลายเป็นแบบฉบับของดนตรีมาร์ชที่ใช้บรรเลงประจำปีในพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของชาติคือ
พระราชพิธีปฏิญาณตนและตรวจพลสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เพลงพระราชนิพนธ์
– แสงเทียน (Candlelight Blues)
– ยามเย็น (Love at Sundown)
– สายฝน (Falling Rain)
– ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
– ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
– ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men’s Blues)
– มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March)
– อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
– เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)
– คำหวาน (Sweet Words)
– มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn)
– แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)
– พรปีใหม่
– รักคืนเรือน (Love Over Again)
– ยามค่ำ (Twilight)
– ยิ้มสู้ (Smiles)
– มาร์ชธงไชยเฉลิมพล (The Colours March)
– เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)
– ลมหนาว (Love in Spring)
– ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)
– Oh I say
– Can’t You Ever See
– Lay Kram Goes Dixie
– ค่ำแล้ว (Lullaby)
– สายลม (I Think of You)
– ไกลกังวล (When), เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
– แสงเดือน (Magic Beams)
– ฝัน (Somewhere Somehow), เพลินภูพิงค์
– มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March)
– ภิรมย์รัก (A Love Story)
– Nature Waltz
– The Hunter
– Kinari Waltz
– แผ่นดินของเรา (Alexandra)
– พระมหามงคล
– ยูงทอง
– ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind)
– เตือนใจ (Old-Fashioned Melody)
– ไร้เดือน (No Moon), ไร้จันทร์
– เกาะในฝัน (Dream Island)
– แว่ว (Echo)
– เกษตรศาสตร์
– ความฝันอันสูงสุด (The Impossible Dream)
– เราสู้
– เรา-เหล่าราบ ๒๑ (We-Infantry Regiment 21)
– Blues for Uthit
– รัก
– เมนูไข่
– มีเดีย
– ยามเย็น (Love at Sundown)
– สายฝน (Falling Rain)
– ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
– ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
– ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men’s Blues)
– มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March)
– อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
– เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)
– คำหวาน (Sweet Words)
– มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn)
– แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)
– พรปีใหม่
– รักคืนเรือน (Love Over Again)
– ยามค่ำ (Twilight)
– ยิ้มสู้ (Smiles)
– มาร์ชธงไชยเฉลิมพล (The Colours March)
– เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)
– ลมหนาว (Love in Spring)
– ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)
– Oh I say
– Can’t You Ever See
– Lay Kram Goes Dixie
– ค่ำแล้ว (Lullaby)
– สายลม (I Think of You)
– ไกลกังวล (When), เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
– แสงเดือน (Magic Beams)
– ฝัน (Somewhere Somehow), เพลินภูพิงค์
– มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March)
– ภิรมย์รัก (A Love Story)
– Nature Waltz
– The Hunter
– Kinari Waltz
– แผ่นดินของเรา (Alexandra)
– พระมหามงคล
– ยูงทอง
– ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind)
– เตือนใจ (Old-Fashioned Melody)
– ไร้เดือน (No Moon), ไร้จันทร์
– เกาะในฝัน (Dream Island)
– แว่ว (Echo)
– เกษตรศาสตร์
– ความฝันอันสูงสุด (The Impossible Dream)
– เราสู้
– เรา-เหล่าราบ ๒๑ (We-Infantry Regiment 21)
– Blues for Uthit
– รัก
– เมนูไข่
– มีเดีย
-ด้านภาษา และวรรณกรรม
เนื่องจากพระองค์ทรงเจริญวัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงทรงภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันได้เป็นอย่างดี แต่ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามหลักนิรุติศาสตร์ เมื่อทรงมีเวลาว่างจะทรงพระอักษร และทรงพระราชนิพนธ์แปลหนังสือ และบทความจากวารสารภาษาต่างประเทศ เช่น "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" ของวิลเลียม สตีเวนสัน หนังสือเรื่อง "ติโต" ซึ่งเป็นชีวประวัติของนายพลติโต ประพันธ์โดยฟิลลิส ออติ และที่เป็นรู้จักกันดีของประชาชนชาวไทย คือผลงานพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ที่นอกจากทรงแปล เรียบเรียงเป็นภาษาไทยแล้ว ยังทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาสันสกฤต พร้อมแผนที่ฝีพระหัตถ์อธิบายที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่ง และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กำหนดวันเดินทะเล ตลอดจนจุดอับปางของเรือในเรื่องอีกด้วย
-ด้านคอมพิวเตอร์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลึกซึ้งในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร การชลประทาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ทรงเห็นความสำคัญและ ทรงสนับสนุนอย่างยิ่ง
โดยส่วนพระองค์นั้น ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยที่มีลักษณะงดงาม เพื่อแสดงผลบนจอภาพคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆ และทรงติดตั้งเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนพระราชภารกิจต่างๆ ทั้งยังทรงเคยประดิษฐ์ ส.ค.ส. ด้วยคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเพื่อทรงอวยพรปวงชนชาวไทย
ความเป็นมาที่พระองค์ท่านทรงเริ่มใช้คอมพิวเตอร์นั้น หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช ได้ตกลงใจซื้อคอมพิวเตอร์แมคอินทอชพลัส อันเป็นเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพราะเป็นเครื่องที่สามารถเก็บและพิมพ์โน้ตเพลงได้ การเรียนรู้และใช้งานไม่ยาก ทั้งยังอาจเชื่อมต่ออุปกรณ์พิเศษสำหรับเล่นดนตรีตามโน้ตเพลงที่เก็บไว้ได้ด้วย
ตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในงานส่วนพระองค์ทางด้านดนตรี โดยทรงศึกษาวิธีการใช้เครื่องและโปรแกรมที่เกี่ยวข้องด้วยพระองค์เอง ทั้งการป้อนโน้ตเพลงและเนื้อร้อง
สำหรับเรื่องอักขระคอมพิวเตอร์หรือ Font นั้นก็ทรงเป็นที่สนพระราชหฤทัย เนื่องจากเมื่อพระองค์ได้ทรงศึกษาและทรงใช้คอมพิวเตอร์ทำโน้ตเมื่อประมาณเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๙ และทรงทดลองใช้โปรแกรม “Fontastic” เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๐ สิ่งที่ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษคือการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทยหลายแบบด้วยกัน อาทิ แบบจิตรลดา แบบภูพิงค์ ฯลฯ อีกทั้งทรงสนพระทัยประดิษฐ์อักษรขนาดใหญ่ที่สุดจนถึงขนาดเล็กที่สุด
โปรแกรมที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นมีตัว Phonetic symbols การสร้างตัวอักษรเทวนาครีนั้น ทรงเริ่มเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ ทรงศึกษาตัวอักษรเทวนาครีด้วยพระองค์เองจากพจนานุกรมและตำราภาษาสันสกฤต และทรงสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีสันสกฤต เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และท่านองคมนตรี หม่อมหลวงจิรายุ นพวงศ์ ซึ่งจะต้องตรวจสอบตัวอักษรที่ทรงสร้างขึ้น
ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่พระองค์ทรงประดิษฐ์ก็คือ การใช้คอมพิวเตอร์ “ปรุง” อวยพรปีใหม่ เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
-ด้านเครื่องจักรกล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยปัญหาเรื่องน้ำมาเป็นเวลานานเมื่อทรงทราบว่ากรุงเทพฯ และแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเน่าเสียอยู่ในขั้นวิกฤตรุนแรงจึงทรงคิดค้นประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเพื่อแก้ไข ปัญหาดังกล่าว โดยพระราชทานให้กรมชลประทานและมูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการผลิตเครื่องเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้า แบบทุ่นลอยนี้มีชื่อว่า “กังหันชัยพัฒนา” สามารถลอยขึ้นลงได้เองตามระดับน้ำ มีใบพัดที่ออกแบบเป็นซองตักน้ำรูปสี่ เหลี่ยมคางหมูจำนวน ๖ ซอง โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด ๒ แรงม้าสำหรับขับเคลื่อนซองน้ำให้หมุนรอบเป็นวงกลม ทั้งนี้ ใช้หลักการวิดน้ำขึ้นไปสาดกระจายให้เป็นฝอยในอากาศ ทำให้น้ำสัมผัสกับอากาศได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้ปริมาณ ออกซิเจนในอากาศสามารถละลายผสมผสานเข้าไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว
จัดทำโดย
นางสาว สุพัตรา มาพุ่ม เลขที่ 14
นางสาว วิลาวัลย์ เดชเดชะ เลขที่ 25
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
นำเสนอ








